
วันนี้มีโอกาสได้ร่วมวงกินข้าวกับสาวๆ ในออฟฟิช ทั้งสาวเหลือน้อยและสาวไม่มาก ไม่รู้เป็นอะไรกัน นั่งเม้าท์กันในวงข้าว เรื่องราว ของ "นวลฉวี" และที่เพิ่งปิดคดีไปเมื่อไม่นานนี้ และอื่นๆ อีก 2-3 เรื่องที่เป็นตำนาน "หมอฆ่าเมีย" แล้วทำไมต้องฆ่า ฆ่าแล้วทำไมต้องหั่น หรือทำไมต้องชำแหละ ทำไม ทำไม เขาเป็นอะไร ????
โรคแพะ ปัญหาสาธารณสุข และปัญหาเศรษฐกิจ
และวันนี้ทำให้นึกถีงเรื่องราวของสมาชิกชุมทางแพะท่านหนึ่ง ที่อยู่ร่วมชะตาเดียวกันคือ "จำต้องฆ่า แม้ว่ายังรัก" ทั้งเสียใจและแสนเสียดาย เพราะนี่คือการสูญเสีย เป็นการเสียทั้งทางด้านสาธารณสุข และเศรษฐกิจ
เรื่องราวมีอยู่ว่าสมาชิกท่านนี้ได้ทำการปรับปรุงมาตรฐานฟาร์มเพื่อให้ความร่วมมือกับกรมปศุสัตว์และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค สนองโครงการ "อาหารปลอดภัย" คนเลี้ยงปลอดภัย คนซื้อปลอดภัย คนขายปลอดภัย คนแปรรูปปลอดภัย และคนกินก็ปลอดภัย
หลังจากให้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์เจาะเลือดนำไปตรวจเพื่อพิสูจน์ทราบและวินิจฉัยโรค ว่าเป็นบรูเซลโลซิส (Brucellosis) หรือไม่ ผลปรากฏว่า เป็นผลลบ ต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ เป็นอย่างยิ่ง เพราะสันนิฐานว่าเป็นโรคบรูเซลโลซิส และในจำนวนที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยเหล่านี้ เป็นแพะท้องซะหลายตัว นั่นหมายถึง รายได้ในอนาคตที่จะได้รับจะต้องหลุดหายไปอย่างน่าเสียดาย เสียรายได้ เสียโอกาส และเพิ่มค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น เพราะว่ามีแพะที่ตั้งท้อง ผู้เลี้ยงท่านนี้ไม่สามารถลบออกจากระบบได้ จะฆ่า ก็ฆ่าไม่ลง เพราะว่าแพะมันท้อง ดังนั้นจึงต้องเลี้ยงดูต่อไป และต้องลำบากจัดหาที่ทางเพื่อกักบริเวณ ไม่ให้มีโอกาสได้คลุกคลีกับแพะตัวอื่นๆ ปล่อยให้คลอดแล้วจึงค่อยลบ (Delete) ออกไปทั้งแม่ทั้งลูก
ด้านปัญหาสาธารณสุขที่ตามมาก็คือ โรคนี้เป็น"โรคสัตว์สู่คน"โรคสัตว์สู่คนแปลว่า ปกติแล้วเป็นในหมู่สัตว์แต่สามารถติดต่อมาสู่คนได้ เมื่อเกิดขึ้นในคนแล้วจะไม่สามารถแพร่ไปสู่คนด้วยกัน นับว่าเป็นการสูญเสียกันยกใหญ่
ดังนั้น ต้องทำการตรวจโรคแพะก่อนทุกครั้ง จึงนำเข้าฟาร์ม ห้ามนำแพะที่ไม่มีใบอนุญาตเคลื่อนย้ายสัตว์เข้าฟาร์มโดยเด็ดขาด และตรวจทดสอบโรคปีละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย นี่คือการป้องโรคกันที่ดีเพราะว่า "โรคบรูเซลโลซิส ยังไม่มียารักษา"
รู้จักโรคบรูเซลโลซิส (Brucellosis)
โรคนี้ชาวบ้านมักเรียกว่า "โรคแท้ง" หรื่อ "แท้งติดต่อ" หรือ"แท้งต่อเนื่อง" เพราะเมื่อเป็นโรคแล้วแพะมักจะมีอาการแท้งลูก (แพะเมื่อแท้งลูกแล้วในระยะหลังมักจะไม่พบการแท้งลูกอีก)
บรูเซลโลซิสในแพะมีสาเหตุจากเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Bruceela melitensis
แหล่งรังโรคคือ สัตว์ที่แท้งลูกพร้อมลูกสัตว์ สารคัดหลั่งต่างๆจากสัตว์ที่แท้ง จะทำให้บริเวณเลี้ยงสัตว์นั้นปนเปื้อน
การแพร่โรคจากฝูงหนึ่งไปอีกฝูงหนึ่งโดยมากเกิดจากการเคลื่อนย้ายสัตว์เป็นโรคที่ตั้งท้อง หรือ จากนำสัตว์พ่อพันธุ์เข้าฝูง
หรือบางครั้งอาจจะแพร่โรคโดยสุนัข โดยการกัด-แทะ และเคลื่อนย้ายซากลูกสัตว์ที่เป็นโรคไปตามที่ต่างๆ
เชื้อบรูเซลลา ถูกขับออกมาในน้ำนมได้นานเป็นปีหรือมากกว่า หลังจากสัตว์แท้งลูกสัตว์จะปล่อยเชื้อออกมาเป็นจำนวนมากในมดลูก สารคัดหลั่งที่ออกมาจากมดลูก และปัสสาวะ เป็นระยะ 1-3 วันหลังคลอด และจะปล่อยเชื้อได้นาน 4-6 เดือน
ในสัตว์ที่ไม่ตั้งท้องจะเข้าสู่ระยะเรื้อรัง จะเป็นตัวอมโรคและแพร่โรคได้ ส่วนตัวผู้มักพบอัณฑะอักเสบ
(สัตวแพทย์หญิงมนยา เอกทัตร์ กลุ่มอิมมูนและซีรัมวิทยา )
การติดต่อของโรคบรูเซลโลซิส
1. โดยตรง เช่น การกิน, การสัมผัส
2. โดยอ้อม ไม่เจตนา แต่มาทางอากาศ เช่น การหายใจ ว้าว น่ากลัวจังเลย
โรคแท้งติดต่อ มีทางออก
โรคนี้ ติดทางสิ่งคัดหลั่งและการสัมผัส เช่น ผสมพันธุ์ เลีย ปัสสาวะ อุจจาระ
การตรวจ ใช้น้ำเลือด(ซีรั่ม) ส่งตรวจที่สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กทม. อยู่ในรั้วเดียวกันกับ ม.เกษตร อยู่ด้านหลังกรมป่าไม้
การตรวจที่ให้ผลลบ พอตรวจซ้ำให้ผลบวก นั้นไม่ใช่เพราะความผิดพลาดของห้องแลบ แต่เป็นเพราะเจ้าเชื้อนี้มันสามารถหลบซ่อนได้ ทำให้เราเดี๋ยวเจอเดี๋ยวไม่เจอ อาจเป็นเหตุให้คนขัดแย้งกันได้
วิธีที่ใช้ตรวจนี้มีความไวมาก รู้ผลเร็ว และแนะนำให้ตรวจเดือนละ 1 ครั้งจนกว่าจะได้ผลลบทั้งฟาร์มติดกัน 3 ครั้ง จึงขยับไป อีก 6 เดือน และ 1 ปีได้ ที่ต้องตรวจเข้มขนาดนี้ เพราะว่ามันแพร่กระจายได้ง่าย ติดคนแล้วตายได้ และที่สำคัญมันหลบซ่อนในต่อมนำเหลืองได้เก่ง ถ้าเจอถือว่าโชคดีทีเดียว
อย่าได้เสียดายหรือเสียน้อยเสียยากเสียมากเสียง่าย ให้ตัดใจทำลายทิ้ง
อย่าขายต่อเพราะจะเป็นการทำร้ายกันเอง
คนต้องดูแลตัวเอง ด้วยหลักแห่งความสะอาดนั้นเพียงพอต่อการป้องกันตัว คนเชือดจะมีโอกาสเสี่ยงมากกว่าคนกินสุก
เวลาเราไปเยี่ยมฟาร์มขอให้ช่วยกันจุ่มเท้าจุ่มล้อรถ
และอย่าจับแพะคนอื่นโดยไม่ล้างมือก่อนและหลัง เพื่อเป็นการแสดงความเคารพในทรัพย์ของกันและกัน ค่ะ
ปล. ตรวจได้ทุกเพศทุกวัย ยกเว้น ลูกอายุต่ำกว่า 3 เดือน เพราะตรวจไปจะไม่เจอ
(พรหล้า, กระทู้ชุมทางแพะ)
ขอขอบคุณภาพจาก Skeptics Society และ fao
วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2550
เพราะรัก จำต้อง "ฆ่า"
เขียนโดย
Unknown
ที่
10:08
1 ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: บรูเซลโลซีส Brucellosis, โรคแพะ, สุขภาพแพะ
วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2550
พยาธิ ศัตรูร้าย ผู้ไม่เคยญาติดีกับแพะตัวใด

พยาธิ คือ ใคร
พยาธิ ๑ [พะยาทิ] น. ความเจ็บไข้ เช่น โรคาพยาธิ ชาติชราพยาธิ. (ป. พฺยาธิ, วฺยาธิ; ส. วฺยาธิ).
พยาธิ ๒ [พะยาด]. น. ชื่อสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังซึ่งอย่างน้อยในระยะหนึ่งของ ชีวิตจะเป็นปรสิตอยู่ในมนุษย์และสัตว์ ชนิดตัวแบน เช่น พยาธิใบไม้ พยาธิตัวตืด ชนิดตัวกลมหรือหนอนพยาธิ เช่น พยาธิไส้เดือน พยาธิ เส้นด้าย พยาธิแส้ม้า
ปรสิต, ปรสิต- [ปะระสิด, ปะระสิดตะ-] น. (แพทย์) สัตว์พวกพยาธิที่อาศัยอยู่ใน มนุษย์และสัตว์; (เกษตร) ตัวเบียน เช่น กาฝาก. (อ. parasite).
ข้างต้นนี้เป็นความหมายของคำว่า พยาธิ ตามพจนานุกรมไทย ฉบับราชบัญฑิต
ดังนั้น พยาธิ จึงเป็นสิ่งมีชีวิตประเภท ปรสิต ซึ่งดำรงชีวิตอยู่ได้โดยการแย่งและดูดซึมสารอาหาร และสืบพันธุ์ในร่างกายของคนและสัตว์ ที่มันอาศัยอยู่ พูดง่ายๆ ก็คือนอกจะจะขออาศัยแล้วยังเบียดเบียนอาหารและทำร้ายผู้ที่ให้อาศัยอีกต่างหาก บางชนิดก็ก่อให้เกิดอาการทรุดโทรม อ่อนแอ หรือในรายที่รุนแรงก็ทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ถ้าไม่ได้รับการรักษา
พยาธินั้นสำคัญต่อแพะไฉน
พยาธิมีความสำคัญต่อการเลี้ยงแพะมากทีเดียว เพราะถ้าเราเลี้ยงแพะที่เป็นพยาธิมากๆ แต่รอดตายมาได้ ก็มีลักษณะแคระแกร็นเลี้ยงไม่โต สิ้นเปลื่องอาหาร กินเข้าไปเท่าไรพยาธิก็แย่งกินไปหมด และเสียเวลาเลี้ยงดูโดยเปล่าประโยชน์ การเลี้ยงแพะจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ ได้กำไรหรือขาดทุน ปัญหาเรื่องพยาธิก็มีส่วนทำให้หลายๆ ท่านเลิกเลี้ยงแพะไปเลยก็มี เพราะไม่รู้จะรับมือกับพยาธิอย่างไร ไม่รู้ ดูไม่ออกว่า แพะเป็นพยาธิหรือไม่
จะรู้ได้อย่างไรว่าแพะเป็นพยาธิแล้ว
สำหรับมือใหม่แล้วไม่ใช่เรื่องง่ายเลย คนนั้นว่าอย่างนั้น อีกคนว่าอย่างนี้ แถมตนเองก็ไม่เคยมีใครชี้แนะต่อหน้าแพะซักที จึงได้แต่ลองผิดลองถูกไปเรื่อย ซึ่งหลายๆ ครั้ง และหลายๆ คน รู้สึกว่ามันแพงไปสำหรับการลงทุนทดลองวิชาแบบนี้ เพราะกว่าจะพอรู้บ้างว่าแพะเป็นพยาธิก็หมดแพะไปหลายตัว แล้วจะมีหลักการอย่างไรในการตรวจวินิจฉัยว่าแพะเป็นพยาธิ เรื่องนี้ตำราบอกว่ามีวิธีดังนี้
1. การตรวจวินิจฉัยเบี้องต้นด้วยตนเอง โดยใช้แผ่นตรวจซีด เพื่อพิสูจน์ทราบว่าแพะเป็นโรคโลหิตจางหรือไม่ โดยการเทียบดูตามเนื้อเยื่อบุตา เหงือก อวัยวะเพศ หรือทวาร ถ้าสีชมพูสดใสหรือออกส้มๆ ละก็นับว่าเป็นปกติดี ถ้าซีดขาว ละก็แสดงว่า จาง ถ้าแพะแสดงอาการว่าเป็นโรคโลหิตจางอย่างรุนแรง ให้สันนิฐานว่ามีพวกพยาธิดูดเลือดสิงอยู่มาก ถ้าอาการรุนแรงอาจมีอาการบวมน้ำที่ใต้คางให้ได้เห็น
แต่ที่เห็นได้เด่นชัด ก็พวกเบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซูบผอม ท้องเสีย อ่อนเพลีย ขนและผิวหนังหยาบกร้าน ในรายที่เป็นพยาธิตัวตืดก็จะพบปล้องของพยาธิมีสีขาวขาดหลุดปนออกมากับขี่แพะที่ถ่ายอกกมาใหม่ๆ
2. โดยการตรวจขี้แพะ เป็นขี้แพะที่ล้วงออกมาจากท้องแพะหรือขี้แพะที่ถ่ายอกกมาใหม่ๆ แล้วนำไปเข้าห้องปฎิบัติการ ส่องดูด้วยกล้องจุลทัศน์ เพื่อตรวจดูและนับไข่พยาธิ ต้องวินิจฉัยโดยสัตวแพทย์ ซึ่งเป็นวิธีที่ไม่สะดวกนักสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงแพะทั่วไป
3. โดยการผ่าซาก วิธีนี้ก็ให้เป็นวิธีของคุณหมอก็แล้วกัน
ดังนั้นวิธีที่ดี ก็คือการป้องกันและควบคุมพยาธิให้มีโอกาสระบาดได้น้อยที่สุด ด้วยการจัดการที่พยายามลดโอกาสของการติดพยาธิให้ได้มากที่สุด อนุญาตให้แพะติดพยาธิได้แค่พอหอมปากหอมคอ จะได้เป็นยาสร้างภูมิคุ้มกันโรคพยาธิให้กับแพะ
ภาพจาก Shepherd's Notebook
allnaturalcleanse.com
เขียนโดย
Unknown
ที่
17:39
0
ความคิดเห็น
พยาธิตัวกลมในแพะ (Roundworm)

พยาธิตัวกลม ก็คือ พยาธิตัวกลมๆ มีขนาดแตกต่างกันมาก ทั้งเล็กและใหญ่ พยาธิพวกนี้ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ในกระเพาะแท้ ลำใส้ใหญ่ ลำใส้เล็ก แต่ละชนิดอาศัยอยู่เฉพาะที่ พยาธิชนิดนี้จะคอยดูดเลือดและแย่งอาหารจากแพะ ทำให้แพะเป็นโรคโลหิตจาง ผอมอ่อนแอ ขนร่่วง อุจจาระร่วง และอาจตายได้ถ้าเป็นขั้นรุนแรง
พยาธิตัวกลมที่พบบ่อยและสำคัญ ได้แก่
1. พวกที่อาศัยอยู่ในกระเพาะ รูปร่างเหมือนสัญลักษณ์ร้านตัดผม ฝรั่ง(คน)เรียกมันว่าอีช่างตัดผม Barber's pole worm คนไทย (คุณหมอพรหล้า)เรียกมันว่าอีมังดุด หรือฮีมังคุด(Haemonchus contortus)เป็นพยาธิที่มีความสามารถในการทำลายล้างสูง ประสิทธิภาพในการระบาดเป็นเลิศ และทำให้แพะตายได้เป็นยอด
2. พวกที่อาศัยอยู่ในลำใส้ ได้แก่พยาธิปากขอ และพยาธิเม็ดตุ่ม พวกนี้จะดูดเลือดจากผนังลำใส้กิน เมื่อมันกินอิ่มแล้วก็ทิ้งร่องรอยแผลเอาไว้ให้เลือดไหลทิ้งไหลขว้าง ส่วนเจ้าพวกเม็ดตุ่มนอกจากเจาะกินเลือดแล้ว ยังเจาะฝังตัวอยู่ภายในผนังลำใส้ด้วย ทำให้แพะแสดงอาการท้องเสียอีกด้วย
การรักษา
หลังจากพิสูจน์ทราบแล้วว่าแพะเป็นโรคพยาธิตัวกลม ก็ต้องทำรักษาซึ่งไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดแต่ก็ต้องทำ ได้แก่การถ่ายพยาธิ ซึ่งยาถ่ายพยาธิมีทั้งประเภท ฉีด และ กิน (กรอกปาก)
** เน้นย้ำ** โปรดอ่านฉลากยาอย่างละเอียดก่อนใช้ยาทุกครั้ง (ในกรณีที่ต้องเป็นหมอจำเป็นต้องทำการเอง)ยาถ่ายพยาธิตัวกลมในท้องตลาดนั้นมีหลายตัว (ชื่อยา) หลายยี่ห้อ (ชื่อการค้า)หลายโรงงาน เช่น ไบเออร์ เมอร์ค เชร์ริง เมอร์เรียล ฟิชเซอร์ ฯลฯ
ยาถ่ายพยาธิตัวกลมที่มีขายปัจจุบันได้แก่
ไทอาเบนดาโซล (Thiabendazole)ตัวอย่างชื่อการค้าได้แก่ ไทเบนดาโซน
เลวามิโซล (Levamisole)ตัวอย่างชื่อการค้าได้แก่ คอนคูราท ซิตาริน แอล
เมเบนดาโซล (Mebendazole)ชื่อการค้าได้แก่ เทลมิน
อัลเบนดาโซล(Albendazole)ชื่อการค้า เช่น อัลเบน
เฟนเบนดาโซล(Fenbendazole)ชื่อการค้าได้แก่ พานาคูร์
ไอเวอร์เมกติน(Ivermectin)ชื่อการค้าเช่น ไอเวอร์เมก
ใครเป็นแฟนประจำของใคร ก็เลือกใช้กันเอาเอง แต่อย่าใช้ยาซ้ำขนานเป็นเวลานานจนเกินไป เพราะอาจทำให้พยาธิดื้อยา และเราต้องมาเสียค่าโง่ จ่ายค่ายาอยู่ได้โดยที่ยาไม่สามารถถ่ายพยาธิได้ แถมยังทำให้พยาธิได้ใจกันยกใหญ่
ภาพจาก BBC NEWS
FAO
เขียนโดย
Unknown
ที่
12:43
3
ความคิดเห็น
วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2550
พยาธิตัวตืดหรือตัวแบน (Tapeworm)

ลักษณะของพยาธิ ลำตัวเป็นปล้องๆ มีลักษณะแบนและยาวมองดูคล้ายบะหมี่ขดตัวไปมา บางตัวอาจยาวถึง 4-6 เมตร มีส่วนกว้างที่สุดประมาณ 1.2-1.6 เซนติเมตร สามารถงอกและแบ่งตัวเป็นปล้องใหม่ได้เรื่อยๆ เพื่อชดเชยปล้องตอนท้ายที่ต้องหลุดไป หรือบ่อยครั้งก็หลุดออกไปยาวเป็นไม้บรรทัดได้เหมือนกัน
อาศัยอยู่ในลำใส้เล็ก มักไม่ค่อยเป็นปัญหากับแพะโต แต่มักจะเป็นปัญหากับแพะที่มีอายุต่ำกว่า 6 เดือน เพราะสามารถติดพยาธินี้ได้ง่ายและมักมีอาการรุนแรงกว่าแพะโต เช่น ผอมซูบ น้ำหนักลด การเจริญเติบโตหยุดชะงัก และมีภูมิต้านทานโรคน้อยลง ถ้าป็นมากอาจทำให้ลูกแพะตายได้
หลักปฎิบัติเกี่ยวกับการรักษาโรคพยาธิตัวตืด
เมื่อตรวจและวินิจฉัยพบว่า แพะ เป็นพยาธิตัวตืด ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
1. ถ่ายพยาธิตัวตืดด้วยยาที่มีประสิทธิภาพทำลายสูงสุดและปลอดภัยต่อชีวิตโดยทันที
2. ก่อนถ่ายพยาธิตัวตืด ต้องงดให้อาหารอย่างน้อย 15 ชั่วโมง
3. ต้องขังแพะไว้ในคอกอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
4. กำจัดตัวไมท์ที่เป็นพาหะของพยาธิตัวตืด ตามหญ้า วัสดุรองพื้นคอก และโรงเรือน
5. ย้ายแพะจากแปลงหญ้าเดิมที่เป็นแหล่งพยาธิระบาดไปเลี้ยงที่แปลงอื่น
ยาถ่ายพยาธิตัวตืด
การรักษาจะใช้ยาถ่ายพยาธิตัวตืด ที่มีประสิทธิภาพทำลายพยาธิสูง ปัจจุบันมีจำหน่ายหลายตัว เช่น
นิโคลซาไมด์ (Niclosamide)ชื่อการค้า
โยเมซาน (Yomesan)เป็นผลิตภัณฑ์ของไบเออร์ (Bayer)ราคาค่อนข้างแพงแต่ให้ผลดีและมีความปลอดภัย
แมนโซนิล (Mansonil)เป็นผลิตภัณฑ์ของไบเออร์ (Bayer)
ดรอนชิต เป็นผลิตภัณฑ์ของไบเออร์ (Bayer)
นอกจากนี้ยังมีขายตามท้องตลาดอีกมาก หลายยี่ห้อ เชิญเลือกซื้อได้ตามสะดวก อย่าลืมว่าสุขภาพสัตว์ ก็คือสุขภาพกระเป๋าของเรา เอาดวงใจของเขา มาใส่ใจของเรา เขาจะทุกข์เพียงไหน เราก็เดือดร้อนเพียงนั้น อย่าลืม ทำตัวให้ว่าง หมั่นตรวจสอบขี้แพะดูว่ามีปล้องๆ หลุดปนออกมาขณะแพะขี้หรือเปล่า ขอให้โชคดีทุกๆ ท่านครับ
ภาพจาก Shepherd's Notebook
เขียนโดย
Unknown
ที่
18:05
2
ความคิดเห็น
วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2550
FAMACHA© chart

FAMACHA© chart แผ่นตรวจเทียบสอบสุขภาพแพะด้วยตนเอง เป็นของฝรั่งเขา มีไว้สำหรับเทียบตรวจสอบสุขภาพแพะ ว่าเป็นโรคโลหิตจางหรือไม่ หรือว่าสุขภาพดีเยี่ยม (A)หรือว่าจะต้องตายอย่างแน่นอนในเร็ววัน (E)
หนึ่งในสาเหตุหลักของโรคโลหิตจาง ก็คงหนีไม่พ้น "พยาธิ" ดังนั้นเจ้าแผ่นอันนี้ก็ช่วยเราให้ทราบว่าสุขภาพแพะอยู่ระดับใดจะได้หาทางแก้ไขได้ทันเวลา และข้อมูลที่ได้มาส่วนมากสรุปได้ว่า แพะตายเพราะพยาธิมากกว่าตายจากโรคติดต่อ FAMACHA© chart แบบไทยๆ เราก็มีใช้เช่นกัน คุณหมอพรหล้าท่านทำแจกฟรี ๆ ๆ ๆ สำหรับใครที่เคยเข้ารับการให้ความรู้จากคุณหมอก็จะได้รับไปใช้คนละแผ่น ลองกลับไปอ่านดูเรื่อง แผ่นตรวจซีด อีกสักครั้งก็แล้วกัน
ภาพจาก Shepherd's Notebook
เขียนโดย
Unknown
ที่
14:59
2
ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: แผ่นตรวจซีด, สุขภาพแพะ
วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2550
แผ่นตรวจสอบโรคโลหิตจาง Anaemia Guide
การเลี้ยงแพะขณะนี้กล่าวได้ว่ากำลังได้รับความสนใจเลี้ยงกันมากขึ้น ทั้งจากจำนวนคนเลี้ยงและจำนวนแพะที่เลี้ยง หลายๆ คนเลี้ยงแล้วก็สะดวกราบรื่นดี หลายๆ คนก็มักประสบกับปัญหาอยู่ตลอด สาเหตุเพราะผู้เลี้ยงแพะส่วนมากยังไม่ค่อยเข้าใจ หรือเอาใจใส่กับสุขภาพของแพะมากนัก เพราะมักเข้าใจว่าแพะเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย กินง่าย อยู่ง่าย แต่ลืมไปว่า แพะก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่เจ็บได้ ป่วยได้ แต่พูดไม่ได้ และก็ตายได้ง่ายๆ ด้วยเช่นกัน
ดังนนั้นผู้เลี้ยงจำเป็นต้องเอาใจใส่ดูแลสุขภาพแพะทุกวัน เช่น ลองเอาหูของเราไปแนบฟังตรงท้องแพะดูบ้างว่ามีเสียงผิดปรกติหรือไม่ หรือมีกลิ่นผิดปรกติจากแพะหรือเปล่า ปัญหาสุขภาพแพะของบ้านเราหลักๆ แล้วก็มักจะเป็นพยาธิ ที่ทำความเสียหายให้กับผู้เลี้ยงเป็นจำนวนมาก ทั้งพยาธิภายนอก และพยาธิภายใน พยาธิภายนอก และแมลงรำคาญต่างๆ ก็ได้แก่พวก เห็บ หมัด ไร ยุง เป็นต้น ส่วนพยาธิภายใน ได้แก่ พยาธิภายในกระเพาะ และภายในลำใส้ เช่น พยาธิตัวกลม พยาธิตัวตืด เป็นต้น ซึ่งเมื่อแพะเป็นพยาธิขั้นรุนแรงแล้วสามารถทำให้แพะตัวนั้นตายได้ ดังนั้นผู้เลี้ยงจำเป็นต้องสามารถตรวจสุขภาพแพะเบื้องต้นด้วยตัวเองได้ เพื่อจะได้ป้องกันและรักษาได้ทัน การตรวจสอบเบื้องต้นที่ง่ายที่สุด ก็คือการตรวจที่สีผิวของอวัยวะเพศ หรือที่สีผิวของเปลือกตาแพะ โดยเปรียบเทียบกับแผ่นตรวจซีด หรือแผ่นตรวจสอบโรคโลหิตจาง ด้วยการเทียบสีของเปลือกตาแพะตามระดับหมายเลขต่างๆ ดังต่อไปนี้ หมายเลข 1 สีเยื่อเมือปติ บ่งชี้ว่าสัตว์สุขภาพดี และให้เฝ้าติดตามปัญหาพยาธิ และโลหิตจาง ทุกๆ 4-6 เดือน หมายเลข 2 สีเยื่อเมือกซีดเล็กน้อย แนะนำให้อาหารคุณภาพดี และมีการกำจัดตัวอ่อนพยาธิในแปลงหญ้า โดยการพักแปลงหญ้าอย่างน้อย 3 เดือน หมายเลข 3 สีเยื่อเมือก ซีดจางปานกลาง บ่งชี้ให้ถ่ายพยาธิและเสริมแร่ธาตุผสมอาหาร ที่มีธาตุเหล็ก ทองแดง โคบอลต์ จนกว่าสีเยื่อเมือกจะเป็นปกติ และเข้มงวดกับการจัดเก็บทำลายมูลสัตว์ และพักแปลงหญ้าอย่างน้อย 3 เดือน หมายเลข 4 สีเยื่อเมือกซีดจางมาก แนะนำให้ปรึกษาสัตวแพทย์ เพื่อป้องกันปัญหาดื้อยาถ่ายพยาธิ และหากสีเยื่อเมือกไม่กลับสู่ปกติหรือดีขึ้นภายใน 1 เดือน ให้ทำการคัดทิ้งได้เลย ขอขอบคุณแผ่นตรวสอบโรคโลหิตจางจากคุณหมอพรหล้า โครงการฟาร์มดี โดยคลินิกฟาร์มดี เขตหนองจอก กรุงเทพฯ ชุมทางแพะสัญจรครั้งแรก ที่เทวาฟาร์ม อำเภอพานทอง จังหวัดชลบุรี วันอาทิตย์ที่ 18 มีนาคม 2550
เขียนโดย
Unknown
ที่
09:10
2
ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: การเลี้ยงแพะ, แผ่นตรวจซีด, สุขภาพแพะ
วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2550
ไข้

สำหรับแฟนพันธุ์แท้ของคุณหมอพรหล้า ที่ยังไม่หายคิดถึงคุณหมอ ก็ขอต่ออีกเรื่องก็แล้วกัน เพราะอ่านดูแล้วก็ต่อเนื่องกันกับที่เพิ่งจากนำเสนอไปด้วยเรื่องเสียงของปอด ถ้าพร้อมแล้วก็อ่านบทความเรื่อง ไข้ ของคุณหมอได้เลยครับ ^_^
มีคำที่เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นจากปกติ 100-102.8-103 F คือ
1 ไข้ จริงๆ
2 อุณหภูมิร่างกายที่สูงขึ้นจากการตากแดดหรือออกกำลัง ไข้แดด ทำนองนั้น
ทั้งสองอย่างอันตรายทั้งคู่ เพราะทำให้สมองเสียหายได้ ชักจนระบบทางเดินหายใจล้มเหลว ตายได้ ไข้นั้นมีทั้งจาก ไข้จากการติดเชื้อโรค และ ไข้จากไม่ทราบสาเหตุ
เมื่อไหร่จะใช้ยาลดไข้ ก็เมื่อมีไข้สูงและเมื่อมั่นใจที่มาของไข้ เพราะยาลดไข้ไปแก้ไขที่สมองให้อุณหภูมิลดลง แต่สาเหตุไม่ได้เป็นที่สมองทีนี้พอใช้ยาไปโดยที่ไม่รู้เหนือรู้ใต้ก็กลายเป็นว่ายิ่งทำให้หาต้นสายปลายเหตุของไข้หรือความรุนแรงของโรคยากเข้าไปอีก
อย่าลืมว่า ถ้าสัตว์เป็นไข้ เพราะติดเชื้อโรคในร่างกาย ไข้นี้เกิดขึ้นเพื่อทำลายเชื้อโรคอีกทางหนึ่งที่ร่างกายใช้ต่อสู้ แต่เผอิญว่าไข้มันรุนแรงไป เช่นเกิน 104 F ก็พาลจะทำให้สมองเสียหายไปด้วย คิดเอาประมาณว่า เอาเลือดร้อนๆไปลวกสมองแล้วกันนะ
แล้วเมื่อไหร่ ไม่ต้องใช้ยาลดไข้
ก็เมื่อ เช็ดตัวด้วยน้ำเย็นเจี๊ยบๆ ตามซอกขาตามหน้า ตัว พาเข้าร่ม อากาศดี ลมโชย แล้วไข้ก็ลดลงอันนี้อาจเป็นเพียงไข้แดด อุณหภูมิเลยขึ้นเฉยๆ หรือเป็นไข้ที่เกิดจากการติดเชื้อจริงๆก็ได้ แต่ว่าถ้าเราเช็ดตัว ป้อนน้ำกิน ให้น้ำเกลือแล้วลดไข้ได้ ให้ยาฆ่าเชื้อโรคที่เป็นสาเหตุของไข้ได้
แล้วทำไมต้องให้ยาลดไข้ด้วยหละ (ไม่ต้องให้เพื่อปลุกปลอบใจตัวเอง หรือระดมยิงไว้ก่อน)
แต่ถ้าทำทุกอย่างไปแล้วไข้ยังไม่ลดอีก อันนี้อาจเข้าข่ายไข้แบบไม่ทราบสาเหตุหรือเกิดความผิดปกติของสมองส่วนที่ทำงานเกี่ยวกับการดูแลอุณหภูมิของร่างกาย อันนี้ก็จะลึกลงไปอีก
แล้วคิดดูหากเกิดการมั่วระดมยิง จนเราเองก็งง แล้วจะไปสรุปว่าเป็นไข้ไม่ทราบสาเหตุได้ไง )เพราะเมื่อให้ยาลดไข้ไปกลบอาการไว้ แสดงว่าเราต้องตามดูอีกเรื่อยๆ หรือรอจนกว่ายาจะหมดฤทธิ์ซึ่งก็เป็นการเพิ่มชั่วโมงการทำงาน โดยใช่เหตุแถมทำให้เราประเมินอาการสัตว์ต่ำไปกว่าที่เป็นจริงอีกต่างหาก
ทีนี้มาถึงเรื่องลดไข้ อย่าให้ไข้ลดลงอย่างฮวบฮาบ ไม่ว่าจะมาจาก การเช็ดตัว หรือยาลดไข้ เช่น เกิน 2-3องศาใน 1 ชม. อันนี้เดิ๋ยวจะทำให้สมองสับสน แล้วอุณหภูมิร่างกายจะลดลงไปแบบไม่มีที่สิ้นสุดเป็นเหตุให้ตัวเย็นตายได้อีก สรุปว่า เมื่อมีไข้ต้องติดตามด้วยปรอทวัดไข้จนกว่าจะปกติ
ฉนั้น เมื่อมีไข้ ให้คิดถึงการเช็ดตัว ก่อนการฉีดยาลดไข้ เพื่อที่จะได้ไม่งง ไม่หลงทางคือเช็ดตัวไป วัดไข้ไป เรื่อยๆ เราจะเห็นแนวโน้มของอุณหภูมิ เรียกว่าภายใน 15-30 นาทีแรกก็เห็นความแตกต่างแล้ว
ยาฉีดไปแล้ว ดูดคืนไม่ได้ นะคะ
เขียนโดย
Unknown
ที่
11:49
0
ความคิดเห็น
เสียงปอดของแพะ

ช่วงนี้มีเวลาว่างอยู่บ้าง จึงเข้าไปดูกระทู้เก่าๆ กะว่าจะเอามาเล่าใหม่ เพราะมีสมาชิกถามมาว่า คุณหมอพรหล้าหายไปไหนหรือค่ะ ก็เลยไปดูที่กระทู้ที่คุณหมอเขียน หรือตอบ และช่วงนี้ฝนตกหนักเพราะเป็นฤดูฝน จึงขอนำข้อมูลเรื่องปอด ที่คุณหมอโพสต์ไว้มาเผยแพร่ต่อก็แล้วกัน ^_^
ช่วงนี้มีเคส โรคปอดเข้ามาบ่อยมาก
อยากให้ทุกคน ระวัง และปรับตัวให้ทันกับการแปลี่ยนแปลงของอาการที่เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว
อีกอย่างที่สังเกตุพบว่า เสียงปอดแพะในแถบกรุงเทพ เสียงดังกว่าปกติ แม้จะไม่ได้แสดงอาการป่วยแต่จริงๆแล้ว เสียงปอดมันจะเงียบกว่านี้ ที่เป็นอย่างนี้อาจเพราะ แพะมีจุดอ่อน ที่ปอดและโดยสภาพร้อนชื้นนั้น ไม่ส่งผลดี ทำให้เกิดร่อยรอยความเสียหายที่ปอด เวลาฟังเสียงจึงดังกว่าปกติแม้ไม่แสดงอาการ แต่สิ่งนี้จะสะสมไว้เมื่อเกิดเหตุติดเชื้อเล็กๆน้อยๆก็จะลุกลามใหญ่โตได้อย่างรุนแรงและรวดเร็ว
ฉนั้นโปรดตามหมอ ก่อนที่มันจะไม่กินหรือ เอาแต่นอน ไม่มีแรง ให้ตามหมอตั้งแต่มันเริ่มไออย่าปล่อยจนขี้มูกเหนียวข้นเป็นกาว
ลองนึกภาพของคนที่สูบบุหรี่ เขาก็มีถุงลมโป่งพองบางส่วน แต่ส่วนอื่นๆมันก็ทำงานชดเชยให้ก็ไม่มีอาการอะไรแต่หากเกิดปอดชื้นขึ้นก็ย่อมรุนแรงจนกลายเป็นปอดบวมแบบเร็วและร้ายกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่ ทำนองนั้น
ขอระบายหน่อยนะ ค่ะ
แบบว่ามาตามหมอตอนที่หัวใจมันกำลังจะไป หายใจไม่ไหวแล้ว ไม่กินอาหารแล้ว ร่างกายขาดน้ำอย่างมากหมอจะทำไงได้ ในเมื่อ
1 การให้ยาในสภาพร่างกายขาดน้ำนั้น เป็นผลเสียมากกว่าผลดี
2 ร่างกายที่ขาดน้ำ ต้องให้น้ำเกลือที่มีพลังงาน ก็ให้เร็วไม่ได้ เพราะเดี๋ยวน้ำจะไปท่วมปอดมากขึ้น
3 งั้นเปลี่ยนเป็นป้อน ก็กลืนไม่ไหวเพราะไม่มีแรง และกลั้นหายใจเวลากลืนไม่ได้ แค่นอนเฉยๆก็หายใจไม่พออยู่แล้ว
4 การให้น้ำเกลือที่ช้ามาก ไม่สามารถจะชดเชยการขาดน้ำที่รุนแรงได้ทัน และ ไม่สามรถเพิ่มความดันเลือดได้ก็ช่วยหัวใจไม่ได้อยู่ดี
5 การให้น้ำเกลือเข้าใต้ผิวหนัง ก็ดี แต่ไม่สามารถให้ชนิดที่มีน้ำตาลได้ แต่สัตว์ต้องการพลังงานจะเอาที่ไหนดี
6 ถ้าขั้นนี้แล้ว ต้องมีการให้ออกซิเยน แต่หมอก็แบกถังไปไม่ได้ ครั้นอุ้มแพะขึ้นรถ มันก็หัวใจจะวายแล้วและค่าใช้จ่ายก็เป็นคำตอบที่บอกว่าราคาไม่ได้ เพราะให้กันเป็นวันๆ
ฉนั้น ฉนั้น ฉนั้น โปรดเรียกหมอตั้งแต่มันเริ่มไอ(แบบว่าเหนื่อยและบำบากมาก ในการกู้ชีวิต และมักไม่ทันการณ์ แล้วแพะก็มักจะแกล้งหมอด้วยการดีขึ้นในช่วงแรกๆ พอหมอจะกินข้าวเย็นหรือจะเข้านอน มันก็เริ่มจะออกเดินทางเหมือนหลอกให้เราหนื่อยฟรี ตั้งหลายชั่วโมง แต่จริงๆแล้ว อากาศช่วงหัวค่ำ เป็นอาการที่ไม่เหมาะสมถ้าทำงานสำเร็จจะไม่รู้สึกเหนื่อยเลย แต่พอมันตายนะ จะเหนื่อยไปอีกเป็นวันๆ)
คำตอบเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ที่หมอ แต่อยู่ที่โรงเรือน นะคะ
Credit:ภาพจาก http://www.fao.org/ag/aga/agah/empres/GEMP/resources/prnt-ppr-cp-PPRman.htm
เขียนโดย
Unknown
ที่
11:08
2
ความคิดเห็น
ป้ายกำกับ: สุขภาพแพะ, เสียงปอดของแพะ
